post

สรุปโครงการเงินเยียวยาโควิด-19 ผู้ทำประกันสังคมมาตรา 33, 39 และ 40

หลังจากที่รัฐบาลประกาศเตรียมแจกเงินเยียวยาผู้ทำประกันสังคมตามมาตรา 33, 39 และ 40 ผ่านระบบ พร้อมเพย์ (promptpay) ที่ผูกกับเลขบัตรประชาชน ตอนนี้ก็มีข้อมูลออกมาเยอะมาก ทำให้ใครหลายคนอาจจะงง ๆ สับสนกันอยู่ว่าแล้วเราควรทำอย่างไรดี ได้เงินเท่าไร มีเงื่อนไขอะไรยังไงบ้าง ทีมงานจึงได้จัดทำบทความนี้สรุปขึ้นมาหวังว่าจะเป็นประโยชน์กับเพื่อน ๆ โดยรายละเอียดจะมีอะไรบ้างมาดูกันครับ

เงินเยียวยาผู้ทำประกันสังคมมาตรา 33 ได้กี่บาท ?

สำหรับเงินเยียวยาส่วนนี้จะได้เฉพาะกิจการธุรกิจและลูกจ้างที่เป็นผู้ประกันตน ม.33 ที่ได้รับความเดือดร้อนจากการล็อคดาวน์ทั้งหมด 13 จังหวัดได้แก่ กรุงเทพฯ, นครปฐม, นนทบุรี, นราธิวาส, ปทุมธานี, ปัตตานี, ยะลา, สงขลา, สมุทรปราการ, สมุทรสาคร, ฉะเชิงเทรา, ชลบุรี และ พระนครศรีอยุธยา ที่ประกอบอาชีพใน 9 กลุ่มกิจการคือ

  • ก่อสร้าง
  • ที่พักแรมและบริการด้านอาหาร
  • ศิลปะ บันเทิงและนันทนาการ
  • กิจกรรมการบริการด้านอื่น ๆ
  • การขายส่งและการขายปลีก การซ่อมยานยนต์และจักรยานยนต์
  • การขนส่งและสถานที่เก็บสินค้า
  • ข้อมูลข่าวสารและการสื่อสาร
  • กิจกรรมวิชาชีพ วิทยาศาสตร์และกิจกรรมทางวิชาการ
  • กิจกรรมการบริหารและบริการสนับสนุน

รายละเอียดและเงื่อนไขผู้รับเงินเยียวยา ม.33 ที่เข้าเกณฑ์

  • ลูกจ้างที่อยู่ในประกันสังคมมาตรา 33 เบื้องต้นจะได้รับเงินเยียวยา คนละ 2,500 บาท (ได้ทุกคนเป็นเงินจากรัฐบาล)
    • กรณีถูกเลิกจ้าง พักงาน หรือ นายจ้างไม่ให้ทำงาน เนื่องจากคำสั่งปิดสถานที่เป็นการชั่วคราว จะได้รับเงินชดเชย 50% ของรายได้ สูงสุด 7,500 บาท (ได้เฉพาะคนที่ขาดรายได้ และต้องส่งประกันสังคมมาแล้วอย่างน้อย 6 เดือน ตรงเงินนี้เป็นเงินที่ได้จากประกันสังคม)
  • นายจ้าง (บริษัท, ห้างร้าน, ผู้ประกอบการ) จะได้รับเงินเยียวยา 3,000 บาทต่อลูกจ้างหนึ่งคน (สูงสุดไม่เกิน 200 คน)

ภาพตัวอย่างการตรวจสอบสิทธิ์

  • เช็คตรวจสอบสิทธิ์รับเงินเยียวยา ม.33 ออนไลน์ได้ : ที่นี่
  • เงินเยียวยาจะโอนเข้าบัญชีพร้อมเพย์ที่ผูกกับบัตรประชาชน เริ่มโอน วันที่ 6 สิงหาคม 2564

เงินเยียวยาผู้ทำประกันสังคมมาตรา 39 และ 40 ได้กี่บาท ?

ในส่วนนี้จะเป็นกลุ่มของอาชีพฟรีแลนซ์หรืออาชีพอิสระ ซึ่งหากเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 และมาตรา 40 อยู่แล้ว ก่อนวันที่ 28 มิ.ย. 2564 ซึ่งหากมีคุณสมบัติครบตามที่กำหนดถึงจะได้รับเงินเยียวยา เบื้องต้นคือต้องเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการล็อคดาวน์ใน 13 จังหวัด (เหมือน ม.33)

  • ผู้ที่อยู่ในระบบประกันสังคมมาตรา 39 และ 40 ได้รับเงินเยียวยา 5,000 บาท เข้าบัญชีอัตโนมัติ (วิธีการเช็คสิทธิ์ออนไลน์เหมือน ม.33 ยังไม่มี)
  • เงินเยียวยาจะโอนเข้าบัญชีพร้อมเพย์ที่ผูกกับบัตรประชาชน เริ่มโอน วันที่ 6 สิงหาคม 2564

สมัครประกันสังคมมาตรา 40 ทำอย่างไร ?

หากใครที่เป็น ผู้ประกอบอาชีพอิสระ ที่ยังไม่ได้สมัครหรืออยู่ในประกันสังคมมาตราใดเลย และอยากสมัคร ม.40 เพื่อรับเงินเยียวยา จำเป็นต้องสมัครก่อนวันที่ 30 ก.ค. 2564 เท่านั้น ถึงจะมีสิทธิ์ได้รับเงินเยียวยา โดยสามารถสมัครได้ที่ ร้าน 7-11, บิ๊กซี, ธกส., เครือข่ายประกันสังคม หรือเข้าไปสมัครในเว็บไซต์ได้ : ที่นี่

เงื่อนไขการสมัคร ม.40 เบื้องต้น

  • เป็นบุคคลสัญชาติไทย อายุ 15 – 65 ปี
  • ไม่เป็นลูกจ้างในบริษัท หรือมีนายจ้าง หรือเป็นผู้ประกันตน ม.33
  • ไม่เป็นผู้จ่ายประกันสังคมแบบสมัครใจ หรือเป็นผู้ประกันตน ม.39
  • ไม่เป็นข้าราชการ หรือพนักงานรัฐวิสาหกิจ

วิธีสมัครพร้อมเพย์ผูกเลขบัตรประชาชนทำอย่างไร ?

จริง ๆ ใครที่ใช้แอปธนาคารอยู่ก็น่าจะมีบัญชี พร้อมเพย์ กันครบทุกคนแล้ว แต่ต้องบอกก่อนว่าในการโอนเงินเยียวยาของรัฐบาลครั้งนี้จะโอนเข้าบัญชีพร้อมเพย์ที่ผูกกับเลขบัตรประชาชนเท่านั้น ไม่โอนพร้อมเพย์ที่ผูกเก็บเลขเบอร์มือถือ โดยวิธีการสมัครมีพร้อมเพย์มีขั้นตอนหลัก ๆ ดังนี้

  • ต้องมีบัญชีธนาคารที่เป็นชื่อผู้รับเงินเยียวยาก่อน
  • ไปที่ธนาคารให้พนักงานทำการผูกบัญชีนี้กับเลขบัตรประชาชนของเรา
  • หรือหากไม่อยากทำผ่านธนาคารสามารถทำผ่านแอป mobile banking, internet banking, ตู้ ATM หรือ call center ก็ได้เช่นกัน

ขั้นตอนการสมัครพร้อมเพย์ของแต่ละธนาคาร

ย้ายบัญชีพร้อมเพย์ จากธนาคารเก่าไปใหม่ ทำอย่างไร

ในกรณีที่ต้องการย้ายบัญชีพร้อมเพย์ที่ผูกกับเลขบัตรประชาชนจากธนาคารเก่าไปธนาคารใหม่ เจ้าของบัญชีจำเป็นต้องยกเลิกการผูกพร้อมเพย์จากธนาคารเก่าก่อน แล้วค่อยไม่สมัครกับธนาคารใหม่ ซึ่งกระบวนการทั้งหมดสามารถทำได้บนแอป mobile banking โดยไม่จำเป็นต้องไปที่ธนาคาร ยกเว้นแต่บางธนาคารอาจจะทำไม่ได้ หรือผู้ใช้ลองทำผ่านแอปแล้วไม่ผ่านหรือทำไม่เป็น ทำไม่ได้จริง ๆ ก็สามารถถือสมุดบัญชีกับบัตรประชาชนไปที่ธนาคารให้พนักงานทำให้ก็ได้ เช่นกันครับ

เปลี่ยนเบอร์มือถือที่ผูกพร้อมเพย์เป็นเลขบัตรประชาชน ทำอย่างไร

วิธีการนี้ก็จะเหมือนกับวิธีการแรกคือจำเป็นต้องยกเลิกการผูกพร้อมเพย์จากเบอร์มือถือก่อน แล้วค่อยทำการผูกเป็นบัตรประชาชนเข้าไปใหม่ ซึ่งสามารถทำได้บนแอป mobile banking โดยไม่จำเป็นต้องไปสาขาครับ

สรุป

ช่องทางการติดต่อสำนักงานประกันสังคม

คนที่จะได้รับเงินเยียวยาคือต้องประกอบอาชีพอยู่ใน 13 จังหวัดที่ล็อคดาวน์, อยู่ใน 9 กลุ่มกิจการข้างต้น และต้องเป็นผู้ทำประกันสังคมมาตรา 33, 39 และ 40 ด้วย ถึงจะได้เงินเยียวยา ถ้าไม่เข้าเงื่อนไขอย่างหนึ่งนี้คือจะไม่ได้รับเงินเยียวยา ซึ่งคนที่ได้จะค่อนข้างจำกัดและกระจุกตัวอยู่เฉพาะในเขตที่มีการล็อคดาวน์เท่านั้น

โดยการโอนเงินเริ่มเข้าวันแรกพร้อมกันถือ 6 สิงหาคม 2564 และเงินจะเข้าบัญชีที่ผูกกับพร้อมเพย์ที่เป็นเลขบัตรประชาชน

  • ม.33 ลูกจ้าง ได้คนละ 2,500 บาท (ได้เพิ่มอีก 50% ของรายได้ไม่เกิน 7,500 บาท หากถูกเลิกจ้าง)
  • ม.33 นายจ้าง ได้ 3,000 บาทต่อลูกจ้างหนึ่งคน (สูงสุดไม่เกิน 200 คน)
  • ม.39 และ ม.40 ได้คนละ 5,000 บาท

ที่มา : droidsans

post

สมาร์ทเลเบอร์ (SMART LABOUR) แอปพลิเคชั่นบริการด้านแรงงาน

สมาร์ทเลเบอร์ (SMART LABOUR) แอปพลิเคชั่นบริการด้านแรงงานทุกที่ ทุกเวลา ตอบสนองคนทำงานยุคดิจิทัล

“Smart Labour 3” ผ่าน Google Play ของระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ (Android) และผ่าน App Store ของระบบปฏิบัติการไอโอเอส (iOS) และผ่านศูนย์กลางแอพพลิเคชันภาครัฐ (Government Application Center: GAC) ได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป โดยแอพพลิเคชันมีบริการ ดังนี้ 

  1. บริการแบบวัดบุคลิกภาพเพื่อการศึกษาต่อและการเลือกอาชีพ 
  2. บริการรับแจ้งปัญหาแรงงานต่างด้าว (DOE Help Me)
  3. แจ้งเตือนส่งเงินสมทบผู้ประกันตนมาตรา 39 และมาตรา 40 
  4. ค้นหาข้อมูลและตำแหน่งโรงพยาบาลผู้ประกันตน 
  5. ขึ้นทะเบียนผู้ประกันตนมาตรา 40
  6. บริการตรวจสอบผู้ผ่านการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงาน

เอกสารดาวน์โหลดสำหรับเผยแพร่ “Smart Labour 3”

post

ปฏิทินวันหยุดราชการกรณีพิเศษ 2564 จำนวน 24 วัน

มกราคม

  • วันศุกร์ ​1 มกราคม ​วันขึ้นปีใหม่

กุมภาพันธ์

  • วันหยุดราชการเป็นกรณีพิเศษ วันตรุษจีน 12 กุมภาพันธ์
  • วันศุกร์ ​26 กุมภาพันธ์ วันมาฆบูชา

มีนาคม

  • วันหยุดราชการประจำภาคเหนือ ประเพณีไหว้พระธาตุประจำปี 26 มีนาคม

เมษายน

  • วันอังคาร ​6 ​เมษายน ​วันพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช และวันที่ระลึกมหาจักรีบรมราชวงศ์
  • วันหยุดราชการเป็นกรณีพิเศษ ชดเชยสงกรานต์ 12 เมษายน
  • วันอังคาร ​13 ​เมษายน ​วันสงกรานต์
  • วันพุธ ​14​ เมษายน ​วันสงกรานต์
  • วันพฤหัสบดี 15 ​เมษายน ​วันสงกรานต์

พฤษภาคม

  • วันอังคาร 4 พฤษภาคม วันฉัตรมงคล
  • วันหยุดราชการประจำภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประเพณีบุญบั้งไฟ 10 พฤษภาคม
  • วันพุธ 2​6 พฤษภาคม วันวิสาขบูชา

มิถุนายน

  • วันพฤหัสบดี ​3 ​มิถุนายน ​วันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี

กรกฎาคม

  • วันจันทร์ 2​6 ​กรกฎาคม ​ชดเชยวันอาสาฬหบูชา (วันเสาร์ที่ 24 กรกฎาคม 2564)
  • วันอังคาร 27 กรกฎาคม ชดเชยวันเข้าพรรษา (วันอาทิตย์ 25 กรกฎาคม)
  • วันพุธ ​28 ​กรกฎาคม ​วันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

สิงหาคม

  • วันพฤหัสบดี ​12 ​สิงหาคม ​วันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง และวันแม่แห่งชาติ

กันยายน

  • วันหยุดราชการเป็นกรณีพิเศษ เนื่องในวันมหิดล 24 กันยายน

ตุลาคม

  • วันหยุดราชการประจำภาคใต้ ประเพณีสารทเดือนสิบ 6 ตุลาคม
  • วันพุธ ​13 ​ตุลาคม ​วันคล้ายวันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร
  • วันหยุดราชการประจำภาคกลาง ประเพณีเทศกาลออกพรรษา 21 ตุลาคม
  • วันจันทร์ 25 ​ตุลาคม ​ชดเชยวันปิยมหาราช (วันเสาร์ที่ 23 ตุลาคม 2564)

พฤศจิกายน

  • ไม่มีวันหยุด

ธันวาคม

  • วันจันทร์ ​6 ​ธันวาคม ​ชดเชยวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรวันชาติ และวันพ่อแห่งชาติ (วันอาทิตย์ที่ 5 ธันวาคม 2564)
  • วันศุกร์  10 ​ธันวาคม ​วันรัฐธรรมนูญ
  • วันศุกร์ ​31 ธันวาคม วันสิ้นปี

รวมวันหยุดราชการเป็นกรณีพิเศษและวันหยุดราชการประจำภูมิภาคที่อนุมัติในครั้ง 24 วัน

post

ครม. มีมติขยายเวลาการยื่นแบบชำระภาษีเงินได้ ภ.ง.ด. 90/91

ครม. มีมติขยายเวลาการยื่นแบบชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หรือ ภ.ง.ด. 90/91 ทั้งการยื่นภาษีแบบออนไลน์ และการยื่นภาษีที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขา ออกไปอีก 3 เดือน เป็นสิ้นสุดวันที่ 30 มิ.ย. 63 เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของผู้เสียภาษี โดยขณะนี้ผู้ที่ต้องการขอคืนภาษีสามารถยื่นแบบ ฯ ได้แล้ว “ยิ่งยื่นภาษีเร็ว ก็ได้ภาษีคืนเร็ว” รวมถึงได้ออกมาตรการดูแลภาคการท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ไวรัสโคโรนาและปัจจัยด้านต่าง ๆ อีกด้วย

post

ผู้ประกันตนเจ็บป่วยฉุกเฉิน เข้ารพ.ใกล้ที่เกิดเหตุได้ทันที

สำนักงานประกันสังคมขอแนะนำให้ผู้ประกันตนพกบัตรประจำตัวประชาชนติดตัวไว้ หากเกิดเจ็บป่วยฉุกเฉินหรือได้รับอุบัติเหตุ หรือมีอาการเจ็บป่วยกะทันหัน ผู้ประกันตนสามารถเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้ที่สุดได้ทันที โดยสำนักงานประกันสังคม จะพิจารณาจ่ายประโยชน์ทดแทนค่าบริการทางการแพทย์ให้ภายใน 72 ชั่วโมง ตามหลักเกณฑ์และอัตราที่กำหนด ทั้งนี้ ให้ผู้ประกันตน หรือโรงพยาบาลที่ให้การรักษา และผู้ที่เกี่ยวข้อง แจ้งโรงพยาบาลที่ผู้ประกันตนเลือกไว้ ทราบโดยเร็ว ตั้งแต่เข้ารับการรักษาเพื่อให้โรงพยาบาล รับผิดชอบให้บริการทางการแพทย์ให้กับผู้ประกันตนต่อไป

การพัฒนาระบบประกันสุขภาพ ที่มีนโยบายให้ประชาชนทุกคนได้รับบริการด้านสุขภาพที่มีประสิทธิภาพ สะดวกรวดเร็ว และเป็นธรรมตามสิทธิของผู้ป่วย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นกระทรวงสาธารณสุข สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) รวมทั้งโรงพยาบาลรัฐและเอกชน ได้ร่วมบูรณาการความร่วมมือในการพัฒนาระบบหลักประกันสุขภาพ 3 กองทุนทั้งระบบกองทุนสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ กองทุนประกันสังคม และกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ภายใต้นโยบาย “เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤติ มีสิทธิทุกที่” หรือ UNIVERSAL COVERAGE FOR EMERGENCY PATIENTS (UCEP) ด้วยระบบการรักษากรณีผู้ป่วยฉุกเฉินที่มีความเสี่ยง ต่อการเสียชีวิตสูง โดยผู้ป่วยสามารถเข้ารับบริการจากโรงพยาบาลทุกแห่งทั้งภาครัฐและเอกชน โดยไม่ถูกทวงถามสิทธิก่อนรักษา ไม่ต้องสำรองค่ารักษา ไม่ถูกบ่ายเบี่ยงการรักษา และได้รับการดูแลรักษาจนกว่าอาการจะทุเลา ทั้งนี้ ขอให้ผู้ประกันตนมั่นใจในระบบบริการทางการแพทย์ของสำนักงานประกันสังคมว่าทุกคนจะได้รับการบริการสาธารณสุขที่จำเป็นอย่างรวดเร็ว มีคุณภาพเท่าเทียมกัน อย่างไรก็ตามสำนักงานประกันสังคม ยังคงมีการพัฒนาระบบการบริการทางการแพทย์อย่างต่อเนื่องเพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้ประกันตน ผู้ประกันตนสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่ 12 แห่ง สำนักงานประกันสังคมจังหวัด/สาขา/ ที่ท่านสะดวก หรือโทร. 1506 ตลอด 24 ชั่วโมง

post

ปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำใหม่ มีผลบังคับใช้ 1 ม.ค. 63

ประกาศคณะกรรมการค่าจ้าง เรื่อง อัตราค่าจ้างขั้นต่ำ (ฉบับที่ 10) ด้วยคณะกรรมการค่าจ้างได้มีการประชุมศึกษา และพิจารณาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอัตราค่าจ้างที่ลูกจ้างได้รับอยู่ ประกอบกับข้อเท็จจริงอื่นตามที่กฎหมายกำหนด เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2562 และมีมติเห็นชอบให้กำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเพื่อใช้บังคับแก่นายจ้างและลูกจ้างทุกคน อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๗๙ (๓) และมาตรา ๘๘ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๕๑

ราชกิจจาฯ ปรับอัตราค่าแรงขั้นต่ำใหม่ คลิกที่นี่

ข้อ 6 ให้กำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเป็นเงินวันละสามร้อยยี่สิบห้าบาท ในท้องที่จังหวัดกระบี่ ขอนแก่น เชียงใหม่ ตราด นครราชสีมา พระนครศรีอยุธยา พังงา ลพบุรี สงขลา สระบุรี สุพรรณบุรี สุราษฎร์ธานี หนองคาย และอุบลราชธานี

post

ราชกิจจานุเบกษาประกาศ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2562

เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2562 เพื่อยกระดับการคุ้มครองลูกจ้างให้เป็นไปตามมาตรฐานสากลและมีประสิทธิภาพมากขึ้น อันจะทำให้ลูกจ้าง ซึ่งเป็นประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศมีความมั่นคงในการทำงานและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และจะเป็นประโยชน์แก่ความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ

มติชนออนไลน์ สรุปเนื้อหาสาระสำคัญ ของพ.ร.บ.ดังกล่าว จะให้สิทธิประโยชน์ลูกจ้าง 7 ประเด็นใหญ่ ๆ คือ

ประเด็นที่ 1  ลากิจธุระจำเป็นได้ค่าจ้าง 3 วันทำงานต่อปี

ประเด็นที่ 2 ลูกจ้างหญิงตั้งครรภ์ลาก่อนคลอด หลังคลอดได้ 98 วัน

ประเด็นที่ 3 กรณีนายจ้างมีการเปลี่ยนตัว เปลี่ยนนิติบุคคล หากลูกจ้างไม่ยินยอม ก็สามารถรับค่าชดเชยพิเศษตามกฎหมายฉบับนี้ โดยหากทำงานมาครบ 20 ปีก็ได้รับ 400 วัน

ประเด็นที่ 4 ได้รับค่าชดเชยใหม่กรณีเลิกจ้างจะเพิ่มเป็น 6 อัตราจาก 5 อัตรา คือ อัตราที่ 1 ลูกจ้างที่ทำงานมาครบ 120 วัน แต่ไม่ครบ 1 ปีได้ค่าขดเชย 30 วัน อัตราที่ 2 ลูกจ้างหากทำงานครบ 1 ปีแต่ไม่ครบ 3 ปี ได้ค่าชดเชย 90 วัน อัตราที่ 3 ลูกจ้างทำงานครบ 3 ปีแต่ไม่ครบ 6 ปีจะได้รับเงินชดเชย 180 วัน  อัตราที่ 4 ทำงานครบ 6 ปี แต่ไม่ครบ 10 ปี ได้รับเงินชดเชย 240 วัน  อัตราที่ 5 ลูกจ้างทำงานครบ 10 ปี แต่ไม่ครบ 20 ปี ได้เงินชดเชย  300 วัน และอัตราที่ 6 ลูกจ้างทำงานครบ 20 ปีขึ้นไปจะได้รับเงินชดเชย 400 วัน

ประเด็นที่ 5 กรณีย้ายสถานประกอบการไปที่อี่น หากลูกจ้างไม่ตามไปก็สามารถบอกเลิกสัญญาจ้างได้ และได้สิทธิชดเชยตาม 6 อัตรา ซึ่งกฎหมายเก่าไม่ได้เลย เราต้องตามไป แต่ของใหม่ให้สิทธิเราเลือกได้

ประเด็นที่ 6 กรณีค่าตอบแทน หากนายจ้างไม่จ่ายค่าตอบแทน จะเป็นในบางอาชีพ อย่างเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย (รปภ.) คนขับรถส่งของ ก็เป็นงานที่ไม่มีค่าล่วงเวลา แต่จะได้ค่าตอบแทนเป็นหลัก หากเกินเวลาปกติ โดยของเดิมดอกเบี้ยให้ร้อยละ 7.5 ต่อปีกรณีลูกจ้างไปฟ้องขอ แต่กฎหมายใหม่ให้ได้สูงสุดถึง 15 เปอร์เซ็นต์ต่อปี

และประเด็นที่ 7 ให้สิทธิเท่าเทียมระหว่างหญิงชาย โดยลูกจ้างมีสิทธิเท่าเทียมกันในเรื่องค่าจ้าง ค่าตอบแทน ซึ่งกฎหมายเดิมไม่กำหนด แต่ของใหม่เราเพิ่มตรงนี้ว่า ลูกจ้างชายหญิงมีงานเท่าเทียมกันต้องได้รับค่าตอบแทนเท่ากัน ซึ่งตรงนี้สอดคล้องกับอนุสัญญาแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ฉบับที่ 100

ทั้งนี้ พ.ร.บ.นี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดสามสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมที่ เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา

แหล่งข้อมูล ประชาไท